หลายคนอาจไม่ทราบว่าการผลิต ถุงยางอนามัย นั้นพึ่งพาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอย่างหนัก สงครามในอิหร่านส่งผลกระทบต่อการผลิตวัตถุดิบขั้นกลาง (feedstocks) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้จากปิโตรเลียมที่ใช้ทำพลาสติกและวัสดุอื่น ๆ ได้แก่ แนฟทา ซึ่งใช้ทำบรรจุภัณฑ์, น้ำมันซิลิโคน และแอมโมเนีย ซึ่งล้วนเป็นส่วนผสมสำคัญในการผลิตถุงยางอนามัย
ต้นทุนพุ่ง ราคาต้องตาม
ผลกระทบในระดับแรกของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และการปิดช่องแคบ Hormuz คือการหยุดชะงักของการไหลเวียนพลังงานโลก ทั้ง LNG น้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์กลั่น ผลกระทบระดับที่สองคือราคาปิโตรเคมีพุ่งสูงและการขาดแคลนวัตถุดิบอุตสาหกรรมสำคัญ และขณะนี้ผลกระทบระดับที่สามกำลังเริ่มแผ่ขยายไปยังสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
บริษัท Karex Bhd
"สถานการณ์ตอนนี้เปราะบางมาก ราคาต้นทุนแพงขึ้นมาก เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องส่งผ่านต้นทุนเหล่านี้ไปยังลูกค้า" -
นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Karex ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นยางสังเคราะห์และไนไตรล์ที่ใช้ในการผลิตถุงยาง ไปจนถึงวัสดุบรรจุภัณฑ์และสารหล่อลื่น เช่น แผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์และน้ำมันซิลิโคน
ดีมานด์พุ่ง แต่ของยังมาไม่ถึง
แม้ราคาจะแพงขึ้น แต่ความต้องการถุงยางกลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความต้องการถุงยางอนามัยเพิ่มขึ้นประมาณ 30%
"เราเห็นถุงยางอนามัยจำนวนมากนั่งอยู่บนเรือที่ยังไม่ถึงจุดหมาย แต่มีความต้องการเร่งด่วนมาก"
โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่สต็อกสินค้าเริ่มร่อยหรอ

สต็อกโลกลดลงจากการตัดงบช่วยเหลือ
ปัญหาการขาดแคลนไม่ได้เริ่มจากสงครามเพียงอย่างเดียว สต็อกถุงยางอนามัยทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการตัดลดงบประมาณด้านความช่วยเหลือต่างประเทศอย่างหนัก โดยเฉพาะจากองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (USAID) ในปีที่ผ่านมา ทำให้ก่อนที่สงครามจะเกิดขึ้น คลังสินค้าในหลายประเทศก็บางเบาอยู่แล้ว
ที่ผ่านมา Karex ผลิตถุงยางอนามัยมากกว่า 5 พันล้านชิ้นต่อปี
สำหรับผลประกอบการล่าสุดในไตรมาสที่สองสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 Karex รายงานขาดทุนสุทธิ 1.73 ล้านริงกิต เทียบกับกำไรสุทธิ 3.19 ล้านริงกิตในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้รายได้จะเติบโตขึ้นเป็น 122.7 ล้านริง กิต จาก 106.95 ล้านริงกิต สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทกำลังแบกรับต้นทุนที่พุ่งสูงอย่างหนัก