เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2026 โลกพลังงานสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ประกาศถอนตัวออกจาก OPEC และ OPEC+ เพื่อมุ่งเน้น ผลประโยชน์แห่งชาติ ท่ามกลางวิกฤตพลังงานครั้งประวัติศาสตร์ที่เกิดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน การตัดสินใจนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2026
ปิดฉาก 57 ปีสมาชิก OPEC ก้าวข้ามพันธนาการโควตา
UAE
โดยสาเหตุสำคัญของการเดินจากไปในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจาก UAE ถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากอิหร่าน ซึ่งเป็นสมาชิกในกลุ่ม OPEC เดียวกัน อีกทั้งอิหร่านยังพยายามปิดกั้นช่องทางยุทธศาสตร์อย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ
ที่ผ่านมา UAE สะสมความไม่พอใจมาหลายปี
โดย UAE ชี้แจงว่าการตัดสินใจครั้งนี้
เนื่องจาก UAE ต้องการอิสระในการตัดสินใจด้านการผลิตโดยไม่ถูกข้อจำกัดจาก OPEC

เดินหน้าผลิตน้ำมันเต็มสูบ
หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์จาก Rystad Energy ระบุว่า UAE ถือเป็นสมาชิกที่มีอิทธิพลสูงสุดเป็น
รองจากซาอุดีอาระเบีย และเป็นเพียงไม่กี่ประเทศที่มี
ที่มีนัยสำคัญต่อการควบคุมราคาและรับมือกับภาวะช็อกด้านอุปทาน
อย่างที่บอกว่าจริง ๆ แล้ว UAE มีศักยภาพการผลิตสูงถึงเกือบ
แต่ต้องผลิตต่ำกว่านั้นเพราะโควต้า OPEC ซึ่งเป้าหมายต่อไปคือ บริษัทน้ำมันแห่งชาติ ADNOC ลงทุนหนักเพื่อดันกำลังการผลิตให้ถึง
ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายเดิม 3 ปี และมีความเป็นไปได้ว่า พอช่องแคบฮอร์มุซเปิดอีกครั้ง คาดว่า UAE จะเร่งผลิตน้ำมันจากกำลังสำรองที่กักไว้ให้เต็มที่ทันที
ในอนาคต UAE สามารถขยายศักยภาพการผลิตน้ำมันไปถึง
หากตลาดมีความต้องการ หากทำได้ตามแผน UAE จะกลายเป็น ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลก

ซาอุฯ เสียหน้า และ OPEC อ่อนแอลงอย่างถาวร
แม้ว่า กาตาร์ และแองโกลา จะเคยถอนตัวออกจาก OPEC มาแล้ว แต่ผลกระทบครั้งนี้รุนแรงกว่ามาก เนื่องจาก UAE เปรียบเสมือน
ในกลุ่ม เป็นรองเพียงซาอุดีอาระเบียเท่านั้น
โดย
อดีตทูตพิเศษด้านพลังงานระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่า นี่คือ
สำหรับซาอุดีอาระเบีย เพราะ UAE
ตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาประเทศอื่นใดในกลุ่มเลย
ดังนั้น ซาอุฯ ไม่เพียง เสียหน้า
ขณะที่
OPEC ที่
การปรับสมดุลอุปทานและรักษาเสถียรภาพราคา ก็จะยิ่ง ยากขึ้น
เพราะในอดีตกลุ่มพันธมิตรนี้เคยควบคุมอุปทานน้ำมันโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง แต่ในปัจจุบันกลับถือครองสัดส่วนไม่ถึง 1 ใน 3 ของตลาดโลกแล้ว

ราคาน้ำมันโลกจากนี้ จะยิ่งผันผวนหนักขึ้น
รัฐมนตรีพลังงาน UAE ให้เหตุผลที่เลือกถอนตัวในเวลานี้ว่า เพราะจะ
เนื่องจากช่องแคบ ฮอร์มุซยังถูกปิดกั้นจากการโจมตีของอิหร่าน ทำให้น้ำมันของ UAE ออกสู่ตลาดโลกได้น้อยอยู่ดี
ดังนั้น ในระยะสั้น นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดจะยังไม่ตื่นตระหนกนัก แต่เมื่อสงครามจบและช่องแคบเปิด นั่นแหละคือจุดที่ทุกอย่างเปลี่ยน เพราะในระยะยาว การขาดความสมานฉันท์ในกลุ่มผู้ผลิตจะทำให้การพยุงราคาในช่วง
ทำได้ยากขึ้น แปลว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มที่จะ ลดต่ำลงเล็กน้อย
"ผลที่ตามมาคือความผันผวนของราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าในอนาคต UAE อาจจะยังให้ความร่วมมือกับ OPEC เป็นครั้งคราวตามความเหมาะสมของสถานการณ์ตลาดก็ตาม"

อานิสงส์ต่อยักษ์ใหญ่พลังงานสหรัฐฯ
การถอนตัวจาก OPEC ไม่ได้ส่งผลดีต่อ UAE เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเป็นข่าวดีสำหรับบริษัทพลังงานข้ามชาติที่ร่วมทุนอยู่ในพื้นที่ ได้แก่
- ExxonMobil (XOM): หนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดจากสหรัฐฯ ใน UAE โดยสินทรัพย์ใน UAE และ กาตาร์ถือเป็น 20% ของกำลังการผลิตทั่วโลกของบริษัท แม้ในไตรมาสแรกของปีจะได้รับผลกระทบจากไฟสงครามจนการผลิตลดลง 6% แต่การที่ UAE เป็นอิสระจากโควตา OPEC จะเปิดโอกาสให้ Exxon เร่งการผลิตเพื่อเพิ่มผลกำไรได้มากขึ้น
- Occidental Petroleum (OXY): ผู้ดำเนินการโครงการก๊าซยักษ์ใหญ่อย่าง Al Hosn Gas และถือครองสิทธิการสำรวจบนพื้นที่กว่า 2.5 ล้านเอเคอร์ใน UAE การที่ UAE ออกจาก OPEC จะช่วยเปิดช่องทางให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ และการขยายโครงการสำรวจขุดเจาะ (Exploration) ในพื้นที่ได้อย่างเสรีมากขึ้น